วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556
ภาษาซีพลัสพลัส
ภาษาซีพลัสพลัส
ภาษาซีพลัสพลัส
หรือ C++คือ
ภาษา C programming language รุ่นใหม่
เป็นภาษาในการเขียนโปรแกรม ถูกพัฒนาโดย Dr.BjarneStroustrupซึ่งเป็นนักวิจัยอยู่ทีประเทศสหรัฐอเมริกาในระหว่างปี
พ.ศ. 2525-2528 ภาษา C++เกิดจากแนวคิดในการเพิ่มประสิทธิภาพภาษา
C โดยได้นำความสามารถของ ภาษา C มาพัฒนา
ให้เป็นโปรแกรมภาษาที่มีความเป็น Object Oriented Programming หรือ โปรแกรมเชิงวัตถุและนี้เองคือที่มาของภาษา C++จากการพัฒนานี้ทำให้ทุกสิ่งที่ภาษา
C ทำได้ ภาษา C++ก็จะสามารถทำได้เหมือนกัน
แต่สิ่งที่ภาษา C++ทำได้ ภาษา C อาจจะทำไม่ได้
ภาษา C++ถูกออกแบบมาสำหรับการทำงานภายใต้สิ่งแวดล้อมระบบปฏิบัติการ
UNIX ด้วยภาษา
C++
ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้การเขียนโปรแกรมเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (reusability) ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาที่ทำงานได้อย่างกว้างขวาง
เข้าใจง่าย เขียนง่าย
ตลอดจนมีคำสั่งที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้เขียนที่จะสามารถเรียกใช้ได้ตามที่ต้องการ
เช่น ใช้ในทางคณิตศาสตร์
1. 1. รูปแบบของการออกแบบภาษาซีพลัสพลัส
ภาษาซีพลัสพลัสได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมทั่วไป
สามารถรองรับการเขียนโปรแกรมในระดับภาษาเครื่องได้ เช่นเดียวกับภาษาซี
ภาษาซีพลัสพลัสนั้นเป็นภาษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าภาษาซีภาษาซีพลัสพลัสได้รับการออกแบบเพื่อเข้ากันได้กับภาษาซีในเกือบทุกกรณี
มาตรฐานของภาษาซีพลัสพลัส
ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้มีการเจาะจงแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์
ภาษาซีพลัสพลัสถูกออกแบบมาให้รองรับรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย
ตัวอย่างโคด
#include
<iostream>
Int main ()
{
std::cout<< "hello,
world\n";
return 0;
}
1. 2. โครงสร้างของโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาซีพลัสพลัส
โครงสร้างของโปรแกรมที่ขียนด้วยภาษาซีพลัสพลัสแบ่งย่อยได้เป็น
3 ส่วนดังนี้
1.ส่วนเรียกใช้ไฟล์อื่นๆ- ส่วนใหญ่มักจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .h
2.ส่วนกำหนดชื่อในโปรแกรม- เป็นส่วนที่ใช้กำหนดค่าคงที่
ตัวแปร และค่าอื่นๆ ที่ต้องการ
3.ส่วนคำสั่ง- จะประกอบด้วยคำสั่งต่างๆ หรือฟังก์ชันอื่นๆ
ที่ใช้ในการทำงานของโปรแกรม
ตัวอย่าง โครงสร้างโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาซีพลัสพลัส
#include <iostream.h> ส่วนเรียกใช้ไฟล์อื่น
char ch;
|
{
|
cout<<²Hello world²;
return
0;
}
รหัสที่ใช่บ่อย
Escape Sequence |
ค่า
|
หน้าที่
|
\a
|
0x07
|
เสียงดังออกลำโพงหนึ่งครั้ง
|
\b
|
0x08
|
เลื่อน
cursor ไปลบตัวอักษรทางซ้ายมือหนึ่งตัวอักษร
|
\f
|
0x0c
|
ขึ้นหน้าใหม่
|
\n
|
0x0a
|
ขึ้นบรรทัดใหม่
|
\r
|
0x0d
|
เลื่อน
cursor ไปทางซ้ายมือสุดของบรรทัด
|
\t
|
0x09
|
เลื่อนเคอร์เซอร์
ไป 1 tab ในแนวนอน
|
\\
|
0x5c
|
เครื่องหมาย
\
|
\¢
|
0x2c
|
เครื่องหมาย
¢
|
\²
|
0x22
|
เครื่องหมาย
²
|
\?
|
0x3f
|
เครื่องหมาย
?
|
1.
ข้อดีของภาษา C++
1.ภาษา C++จะมีการทำงานที่ค่อนข้างเร็วมากเมื่อเทียบกับภาษาอื่น
และยังสามาถดำเนินการกับ Hardware ได้ โดยที่โปรแกรมภาษาบางโปรแกรมอาจจะไม่สนับสนุนคุณลักษณะนี้
2.ภาษาC++สามารถเขียนโปรแกรมภาษา C ได้ทั้งหมด ใช้ง่ายกว่าภาษา C
3.สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกัน
โดยอาศัยการคอมไพล์โปรแกรมใหม่
4.ภาษาC++มีความเป็น
Object Oriented Programming และยังเป็น Structure
Programming ซึ่งเหมาะที่จะใช้
ศึกษาเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมสำหรับผู้เริ่มต้น
และนอกจากนั้นถ้าหากเราจะเรียนเรื่อง Data Structure หรือ
ทางด้าน อัลกอริทึ่ม
ในต่างประเทศจะนิยมใช้ C++ในการสอน
รวมถึงการเรียนรู้ถึงระบบการทำงานของระบบปฏิบัติการ ตำราส่วนใหญ่ก็จะใช้ C++ในการสอน
ซึ่งถ้าเราสามารถอ่าน Source code C++ รู้เรื่องก็จะทำให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ง่ายขึ้น
1.
ข้อเสียของภาษา C++
1. ภาษาC++เวลาสร้าง
function แล้วต้องสร้างไว้ตรงข้างบนไม่อย่างนั้นก็จะมองไม่เห็น
2. เป็นภาษาที่เรียนรู้ยาก
3. การตรวจสอบโปรแกรมทำได้ยาก
4. ไม่เหมาะกับการเขียนโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการออกรายงานที่มีรูปแบบซับซ้อนมากๆ
วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556
โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำสั่งหรือชุดคำสั่ง ที่เขียนขึ้นมาเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ เราจะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก็เขียนเป็นคำสั่ง ซึ่งต้องสั่งเป็นขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วน ซึ่งจะเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมามีชื่อเรียกว่า "โปรแกรม" ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
1.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
1. การวิเคราะห์ปัญหา
การวิเคราะห์ปัญหา
ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.1 กำหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำการประมวลผลอะไรบ้าง
1.2 พิจารณาข้อมูลนำเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะต้องนำข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์
ข้อมูลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ตลอดจนถึงลักษณะและรูปแบบของข้อมูลที่จะนำเข้า
1.3 พิจารณาการประมวลผล ให้ทราบว่าโปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไร
มีเงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง
1.4 พิจารณาข้อสนเทศนำออก เพื่อให้ทราบว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง
รูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการแสดงผล
2. การออกแบบโปรแกรม
การออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม
ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบ อาทิเช่น
คำสั่งลำลอง (Pseudo code) หรือ
ผังงาน (Flow chart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์
แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น
3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
การเขียนโปรแกรมเป็นการนำเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม
มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง
ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้
นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำอธิบายการทำงานต่างๆ
ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบและโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ
4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์
เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น
ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
4.1 สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
4.2 ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง
โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา
ถ้าคำสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำไปแก้ไขต่อไป
ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้
4.3 ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม
โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา
แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้
ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่
วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่
ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป
การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด
เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ
ได้ครบถ้วน
นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล
แล้วทำตามคำสั่งทีละคำสั่งของโปรแกรมนั้นๆ วิธีการนี้อาจทำได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่
หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน
5. การทำเอกสารประกอบโปรแกรม
การทำเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำคัญของการพัฒนาโปรแกรม
เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์
ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำเอกสารกำกับ
เพื่อใช้สำหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม
เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำ ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์
2. ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรม
3. วิธีการใช้โปรแกรม
4. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม
5. รายละเอียดโปรแกรม
6. ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ
7. ผลลัพธ์ของการทดสอบ
6.
การบำรุงรักษาโปรแกรม
เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว
และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน
ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง
ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน
การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม
และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ
ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์
นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
การพัฒนาโปรแกรมจะดำนเนินการตามขั้นตอนที่
1-6 ซึ่งแต่ละขั้นตอน สามารถย้อนกลับไปทำในขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้
เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือพัฒนาโปรแกรมไม่ครบถ้วน
หรือไม่ตรงตามความต้องการของู้ใช้ในทุกขั้นตอน ซึ่งการดำเนนการต่ง ๆ ของขั้นตอนที่
1-6 เราจะต้องมีการดำเนินการทำเอกสารประกอบโปรแกรม
ควบคู่กับการดำเนนการพัฒนาโปรแกรมตลอด เมื่อเกิดารแก้ไขเพิ่มเติม
หรือเปลี่ยนแปลอะไรก็ตามในโปรแกรมจะต้องทำการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมในอนาคต
สำหรับผู้พัฒนาที่จะต้องมาดูแลการใช้งานโปรแกรม และเมื่อพัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว
ก็จะต้องดำเนินการทำเอกสารประกอบการใช้งานให้กับผู้ใช้
เพื่อที่จะสามารถใช้โปรแกรมได้ครบถ้วน และถูกต้อง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)